ลูกหลานต้องมาอ่าน เพื่อภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุ

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) แต่สุขภาพของผู้สูงอายุ
ในไทยมีปัญหาทั้งผอมและอ้วน เนื่องมาจากการกินอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วนและมีปริมาณมากเกินไป ทำให้น้ำหนักเกิน จนถือว่าเป็นโรคอ้วนแต่การบริโภคอาหารน้อยเกินไปก็มักเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวัยปลาย (อายุมากกว่า 80 ปี) ทำให้ผอมกว่าเกณฑ์ ปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุบริโภคอาหารได้น้อยและมีปัญหาการขาดสารอาหาร ได้แก่ การรับรู้กลิ่นและรสชาติของอาหารลดลง การหลั่งน้ำลายลดลง มีปัญหาในการกลืนและสุขภาพช่องปากและฟัน การทำงานของกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับอ่อน และตับเสื่อมลง รวมทั้งปัจจัยทางสังคม เช่น ถูกทอดทิ้ง รายได้ต่ำหรือการถูกแบ่งแยกจากสังคมหรือการสูญเสียผู้เป็นที่รัก
ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้ การเจ็บป่วย การได้รับยาบางชนิดอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาและอาหาร ส่งผลทำให้ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร ตามไปด้วย

การพิจารณาว่าผู้สูงอายุมีภาวะโภชนาการที่พอเหมาะหรือไม่นั้นยังใช้ตัวชี้วัด ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index, BMI) เช่นเดียวกับวัยผู้ใหญ่ คือ ถ้าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ถือว่า ผอม และถ้าดัชนีมวลกายมากกว่า 23.0 กิโลกรัมต่อตารางเมตรถือว่า อ้วน

สำหรับผู้สูงอายุที่หลังโก่ง ซึ่งเป็นความผิดปกติที่มักจะเกิดขึ้นในผู้สูงอายุวัยกลางและวัยปลาย ให้วัดความยาวของช่วงแขน (arm span) แทนความสูง โดยเริ่มวัดความยาวช่วงแขน วัดจากปลายนิ้วกลางของมือข้างหนึ่งถึงปลายนิ้วกลางของมืออีกข้างหนึ่ง โดยให้ผู้สูงอายุกางแขนทั้งสองข้างขนานกับไหล่และเหยียดแขนให้ตรง โดยใช้หลังพิงฝาใช้หน่วยเป็นเมตรและคำนวณเป็นส่วนสูง โดยใช้สูตรดังนี้ พอได้ค่าส่วนสูง แล้วก็ค่อยเอามาคำนวณตามปกติของสูตรการคำนวณ BMI

ความสูงสำหรับผู้ชาย  = 44.31 + 0.72 (ความยาวของช่วงแขน)

ความสูงสำหรับผู้หญิง  = 49.01 + 0.69 (ความยาวของช่วงแขน)

หรืออาจใช้ความสูงจากเท้าถึงเข่า (knee  height) ใช้หน่วยเป็นเมตรและคำนวณเป็นส่วนสูง โดยใช้สูตรดังนี้

ความสูงสำหรับผู้ชาย  = 80.31 + 1.73 (ส่วนสูงจากเท้าถึงเข่า)

ความสูงสำหรับผู้หญิง  = 87.49 + 1.50 (ส่วนสูงจากเท้าถึงเข่า)

นอกจากนี้ควรพิจารณาเส้นรอบเอวด้วย ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 90  เซนติเมตรในผู้ชาย และมากกว่า 80 เซนติเมตรในผู้หญิง ถือว่าอ้วนลงพุง และเกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง และโรคที่เกิดจากความเสื่อมต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ถ้าผู้สูงอายุมีโรคต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องดูแลการกินอาหารให้เหมาะกับแต่ละโรคร่วมด้วย

ข้อแนะนำ สำหรับการทานอาหารสำหรับผู้สูงอายุ มีง่ายๆ คือ ผู้สูงอายุวัยต้น (60-69 ปี) มีความต้องการพลังงาน
ต่อวันเช่นเดียวกับวัยผู้ใหญ่ แต่เมื่ออายุมากขึ้นกว่านั้นความต้องการพลังงานต่อวันจะลดลงเล็กน้อย เนื่องจากการเผาผลาญพลังงานลดลง อีกทั้งการเคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกายก็ลดลงด้วย ผู้สูงอายุจึงควรกินอาหารที่มีพลังงานไม่สูงมาก แต่มีคุณค่าสารอาหารมาก ไม่ควรกินอาหารทอดหรืออาหารผัดที่ใช้น้ำมันมาก ผู้สูงอายุควรจะกินอาหารหลากหลาย
ซึ่งมีผักและผลไม้จำนวนมาก ผักสดอาจเปลี่ยนเป็นผักต้ม ผลไม้สดอาจเปลี่ยนเป็นผลไม้ปั่น และการเปลี่ยนเนื้อสัตว์ชิ้นๆ ให้เป็นเนื้อสัตว์สับละเอียดหรือเป็นชิ้นเล็ก ๆ แทน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *